iOS 13 หลุดข้อมูลล่าสุดชุดใหญ่ มาพร้อม Dark Mode, คีย์บอร์ดปาดนิ้วเพื่อพิมพ์ได้ พร้อมปรับปรุงระบบให้เร็วขึ้น จ่อเปิดตัวจริงเดือนหน้า

0
205

ในเดือนมิถุนายนที่กำลังจะถึงนี้ Apple มีแผนจัดงานอีเวนท์รวมนักพัฒนาครั้งใหญ่ประจำปี หรือ WWDC 2019 ซึ่งภายในงานคาดว่าจะมีการเปิดตัวระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์ Apple ไม่ว่าจะเป็น MacOS, WatchOS รวมไปถึง iOS ระบบปฏิบัติการสำหรับ iPhone โดยในปีนี้คาดว่าจะใช้ชื่อว่า iOS 13 นั่นเอง ล่าสุดก็ได้มีข้อมูลหลุดชุดใหญ่ของ iOS 13 ถูกเปิดเผยออกมาจากสื่อต่างประเทศชั้นนำอย่าง Bloomberg ที่อ้างอิงข้อมูลมาจากแหล่งข่าววงในที่มีส่วนรู้เห็นโดยตรง โดยสิ่งที่จะได้รับการเปลี่ยนแปลง และฟีเจอร์ใหม่ๆ บน iOS 13 มีรายละเอียดดังนี้

  • iOS 13 ใช้ชื่อโค้ดเนมว่า Yukon (ชื่อดินแดนทางตะวันตกของประเทศแคนนาดา มีความหมายว่า แม่น้ำใหญ่) โดยเป็นระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่ที่ได้รับการปรังปรุง พร้อมกับเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้กับแอปพลิเคชันต่างๆ
  • ซอฟท์แวร์ต่างๆ จะได้รับการปรับปรุงเพื่อให้เครื่องทำงานได้เร็วขึ้น และลดบั๊กต่างๆ ลง โดย Apple จะปรับปรุงหน้าอินเทอร์เฟสใหม่, เพิ่มอนิเมชันเมื่อเปิดใช้งาน Multitasking รวมถึงการปิดแอปพลิเคชัน นอกจากนี้ Widget ต่างๆ ที่อยู่ทางด้านซ้ายของหน้า Home จะมาพร้อมกับดีไซน์ที่ดูสะอาดตามากยิ่งขึ้นด้วย
  • เพิ่ม Dark Mode ซึ่งเป็นโหมดที่ปรับเปลี่ยนหน้าตาของระบบให้อยู่ในโทนสีเทา-ดำ ตอบโจทย์การใช้งานในตอนกลางคืนโดยเฉพาะ สามารถเปิด-ปิด ได้ในหน้า Control Center
  • คีย์บอร์ดแบบใหม่ที่ทาง Apple กำลังทดสอบอยู่ จะมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ช่วยใหผู้ใช้สามารถปาด หรือกวาดนิ้วตามตัวอักษรบนแป้นคีย์บอร์ดเพื่อพิมพ์ออกมาเป็นข้อความได้ ไม่ต้องกดอักษรทีละตัว ซึ่งคล้ายกับแอปพลิเคชันคีย์บอร์ดของนักฒนาภายนอกจากฝั่ง Android อย่าง Swiftkey (แหล่งข่าวระบุว่า Apple ต้องการเก็บฟีเจอร์นี้ให้เป็นความลับภายใน)
  • ปรับปรุงแอปพลิเคชัน Health ใหม่ยกชุด โดยมาพร้อมกับหน้าโฮมเพจที่มีการจัดเรียงกิจกรรมในแต่ละวันให้ดูง่ายขึ้น พร้อมเพิ่มฟังก์ชัน hearing health ที่คอยแจ้งเตือนว่า ผู้ใช้เปิดเพลงเสียงดังแค่ไหน หรือเสียงจากสภาพแวดล้อมโดยรอบมีความดังมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ จะมาพร้อมกับฟังก์ชันช่วยตรวจสอบรอบเดือนของคุณผู้หญิงที่แม่นยำ ซึ่ง Apple ตั้งเป้าแข่งขันกับแอปฯ อื่นๆ บนท้องตลาดอย่าง Clue, Flo และ Ovia โดยเฉพาะ
  • เพิ่มฟีเจอร์ที่ช่วยให้ iPad สามารถต่อเข้ากับ Mac เพื่อใช้งานเป็นหน้าจอที่สองได้คล้ายกับแอปพลิเคชัน Duet Display หรือ Luna Display (ยังไม่มีรายงานว่าฟีเจอร์นี้จะใช้บน iPhone ได้ด้วยหรือไม่)
  • อัปเดตแอปพลิเคชัน Reminders ให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยภายในหน้าหลักจะแบ่งส่วนต่างๆ ออกเป็น 4 ส่วน จัดเรียงในรูปแบบของตาราง ประกอบไปด้วย รายการเตือนความจำที่ต้องทำในวันนี้, รายการเตือนความจำทั้งหมด, รายการเตือนความจำที่ตั้งเวลาไว้ และรายการเตือนความจำที่ทำเสร็จแล้ว โดยแต่ละส่วนก็จะมีสีสันที่ต่างกันออกไปเมื่อให้มองเห็นได้ง่ายขึ้น
  • เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ใน Screen Time โดยจะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถกำหนดว่าลูกๆ จะติดต่อหาใครในเวลาใดได้บ้าง ยกตัวอย่างเช่น ผู้ปกครองสามารถตั้งค่าไม่ให้ลูกๆ ติดต่อใครได้เลย ยกเว้นติดต่อตนเองในช่วงค่ำ เป็นต้น ซึ่งสาเหตุที่เพิ่มฟีเจอร์ดังกล่าวขึ้นมา ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะช่วงหลัง Apple ถูกวิจารณ์ในเรื่องของการถอดแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ผู้ปกครองสามารถควบคุมการใช้งานได้ออกไปจาก App Store
  • ปรับปรุงแอปพลิเคชัน Apple Book ใหม่ โดยเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ ที่กระตุ้นให้ผู้ใช้กลับมาอ่านใสกขึ้น เช่น การให้รางวัล และระบบ tracking
  • แอปพลิเคชัน iMeassage ได้รับอัปเกรดให้มีความคล้ายกับแอปฯ WhatsApp ด้วยการเพิ่มฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผูใช้สามารถตั้งภาพโปรไฟล์ และชื่อที่ต้องการแสดงได้เห็น รวมทั้งจะมีการเพิ่มเมนูแยกออกมาในหน้าสนทนา ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถกดส่ง Animoji และ Memoji ในรูปแบบสติ๊กเกอร์ได้ทันที
  • ปรับปรุงแอปพลิเคชันแผนที่ Maps โดยจะช่วยให้ผู้ใช้ตั้งค่าสถานที่ที่ไปบ่อย เช่น บ้าน หรือที่ทำงาน ได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ผู้ใช้จะสามารถจัดกลุ่มสถานที่ที่ไปบ่อย เพื่อเพิ่มรูปถ่ายลงไปบนสถานที่เหล่านั้นได้ โดยการปรับปรุงเหล่านี้จะช่วยให้แอปฯ นำทางของ Apple สามารถก้าวขึ้นไปแข่งขันกับแอปฯ คู่แข่งอย่าง Google Maps และ Waze
  • รวมฟีเจอร์ Find my Friend และ Find my iPhone ให้อยู่ในแอปพลิเคชันเดียวชื่อ GreenTorch
  • แอปพลิเคชัน Email ติดเครื่องจะได้รับการปรับปรุงในเรื่องของการปิดการแจ้งอีเมลจากผู้ส่งเป็นรายคนได้ รวมถึงความสามารถในการบล็อคอีเมลจากผู้ส่งรายอื่นๆ นอกจากนี้ จะปรับปรุงฟีเจอร์การจัดกลุ่มอีเมลให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
  • เพิ่มฟังก์ชัน Sleep Mode สามารถเปิดใช้ได้โดยตรงจาก Control Center เมื่อเปิดใช้งาน ระบบจะตัดเข้าสู่โหมดห้ามรบกวน (DnD) โดยอัตโนมัติ, ลดความสว่างของหน้า Lock Screen และปิดเสียงการแจ้งเตือนทั้งหมด
  • แอปพลิเคชัน Home จะรองรับการทำงานร่วมกับกล้องวงจรปิดมากขึ้น รวมทั้งจะเพิ่มความสามารถในการย้อนดูกล้องวงจรปิดในแต่ละวันได้
  • แอปฯ จัดการไฟล์ จะรองรับการทำงานร่วมกับแอปฯ อื่นๆ ของนักพัฒนารายนอกมากขึ้น

นอหเหนือจาก iOS 13 แล้ว แหล่งข่าวด้านต้นยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า Apple กำลังพัฒนา iOS 14 ในชื่อโค้ดเนม Azul และมีกำหนดการเปิดตัวในปี 2020 โดยจะเน้นไปในเรื่องของการรองรับเครือข่าย 5G และฟังก์ชัน AR แบบใหม่ๆ (ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า iPhone ในปีนี้จะยังไม่มีรุ่น 5G) อย่างไรก็ดี ข้อมูลด้านต้นยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ ต้องติดตามกันต่อไปภายในงาน WWDC ที่จะเปิดฉากขึ้นในวันที่ 3 มิถุนายนนี้ครับ

ที่มา : Bloomberg

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here